"สังคมไทยไร้ความขัดแย้ง"
"เมื่อได้ยินคําว่า ‘ความขัดแย้ง’ ท่านคิดถึงอะไร?"
นิยามความขัดแย้ง
ความขัดแย้งหมายถึง การโต้เถียง การแข่งขัน การต่อสู้อารยะขัดขืน การสู้รบ ฯลฯ
ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อ
1. มีเป้าหมายต่างกัน
2. เห็นอีกฝ่ายเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของตน
3. ฯลฯ
มุมมองความขัดแย้ง
1. ผู้ที่เชื่อวาความขัดแย้งมีบทบาทหน้าที่ทางสังคม จะตั้งคําถามว่าทําไมจึงเกิดความขัดแย้ง
ความขัดแย้งสนองประโยชน์อะไร
2. ผู้ที่เชื่อวาสถานการณ์ทําให้เกิดความขัดแย้งจะตั้งคําถามว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อไร
สถานการณ์แวดล้อมเป็นอย่างไร
3. ผู้ที่เชื่อว่าความขัดแย้งเป็ นเรื่องปฏิสัมพันธ์ จะตั้งคําถามว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นได้อย่างไร
ความขัดแย้งแสดงออกโดยอาศัยวิธีการหรือกลไกใด
องค์ประกอบของความขัดแย้ง
สาเหตุของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหรือแหล่งต่างๆ ดังนี้
1. ความไม่เข้าใจกัน
2. ความสัมพันธ์ที่เพิกเฉยและไม่เกื้อกูลกัน
3. ความล้มเหลวของการสื่อความหมายอย่างเปิดเผยและซื่อตรง
4. บรรยากาศของการไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความกดดันและการแข่งขัน
5. การรับรู้ของบุคคลที่อยู่ในสภาวะการณ์ของความขัดแย้งที่มีผลต่อบุคคลอื่น ในสภาวะการณ์นั้น ซึ่งเป็นไปในทางส่งเสริมให้เกิดความขัดแย้ง
6. การแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลที่มีอยู่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งตอบแทนอื่นๆ สถานภาพ ความรับผิดชอบและอำนาจ
7. องค์ประกอบส่วนบุคคล ความขัดแย้งอาจเกิดจากบุคลิกภาพส่วนบุคคล เช่น การมีสัญชาตญาณของความรุนแรง ก้าวร้าว ต้องการการแข่งขัน ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีมากน้อยแตกต่างกัน
ผลกระทบที่เกิดจากความขัดแย้ง
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับแนวคิดและความเชื่อของแต่ละบุคคล บางคนมองความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดีเป็นของคู่กับความรุนแรง สำหรับกลุ่มบุคคลบางกลุ่มในปัจจุบัน มีแนวความคิดว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ความขัดแย้งบางอย่างเป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยกระตุ้นให้คนพยายามแก้ปัญหา โดยเปลี่ยนความขัดแย้งให้มีประโยชน์และสร้างสรรค์ ในกรณีที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงระหว่างสมาชิกในกลุ่มที่มีความขัดแย้งกัน อาจจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิต รวมไปถึงบุคคลอื่นอาจได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำนั้นๆ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มนี้แต่อย่างใด จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาจจะขยายวงกว้างกลายเป็นความขัดแย้งของคนกลุ่มใหญ่ จนกระทั่งกลายเป็นปัญหาของสังคม ซึ่งปัญหาความรุนแรงดังกล่าวจะมีผลต่อคุณภาพการศึกษาเล่าเรียนของเยาวชนกลุ่มนี้ตามไปด้วย เกิดภาพพจน์ทางด้านลบของสมาชิกในกลุ่มและของสถาบันทางการศึกษาที่กลุ่มสังกัดอยู่ รวมถึงความวิตกกังวล ความกลัวของประชาชนในสังคมที่มีต่อกลุ่มเหล่านี้
แนวทางในการแก้ปัญหาหรือลดความขัดแย้ง
1. คุยกันต่อหน้า
เมื่อคุณมีปัญหาขัดแย้งกับผู้อื่น ควรพูดคุยกันต่อหน้า ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดกันได้เป็นอย่างดี ไม่ควรใช้วิธีส่งข้อความผ่านทางอีเมล จดหมาย โทรศัพท์ หรือพูดผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากยิ่งขึ้น
2. เจรจาในที่ส่วนตัว
การเจรจาข้อพิพาทในสถานที่เปิด อาจมีตัวแปรอื่นๆยั่วยุให้เกิดข้อขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นทางที่ดีควรหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ที่คู่กรณีสามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่เพราะบ่อยครั้งที่ความคิดเห็นจากบรรดาเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง หรือคนรอบข้าง ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับความขัดแย้ง อาจทำให้บรรยากาศในการแก้ไขปัญหาแย่ลงกว่าเดิม
3. ปลดปล่อยอารมณ์
เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องที่ขัดแย้งอย่างเต็มที่ แต่ต้องเป็นไปด้วยความสงบ และหากฝ่ายหนึ่งไม่อยากพูด ขอให้เขียนจุดสำคัญๆ 2-3 เรื่อง เพื่อให้อีกฝ่ายได้อ่านและเข้าใจความรู้สึกนั้น
4. รู้จักประนีประนอม
จำไว้ว่า หากคุณต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งใดๆก็ตามอย่ายึดติดกับความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ควรมีความยืดหยุ่น รับฟังความคิดของผู้อื่น และยอมรับว่าบางครั้งคุณอาจต้องล้มเลิกแผนการหรือความต้องการเดิมที่วางไว้เพื่อให้ได้ข้อยุติในการขจัดความขัดแย้งโดยสันติ
5. มีเป้าหมายร่วมกัน
การให้คู่พิพาทร่วมกันทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างได้ผล โดยเฉพาะในที่ทำงาน ซึ่งเมื่อต่างคนต่างทำตามวิธีของตัวเอง อาจเกิดข้อขัดแย้งและในที่สุดก็ไปไม่ถึงจุดหมาย
6. เขาคิดถูก ก็ต้องยอมรับ
ระหว่างการเจรจา หากคุณเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งบางเรื่องของคู่กรณีที่มีเหตุผลดี คุณต้องรู้จักยอมรับ ไม่ต้องอายหรือกลัวเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีแต่ประการใด
7. เครียดนัก ก็พักก่อน
หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีมากเกินกว่าจะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลละก็ ขอให้หาเวลานอก แล้วออกจากสถานการณ์ที่ตึงเครียด และเมื่อจิตใจสงบลง ค่อยกลับมาเจรจากันใหม่ในภายหลัง
8. สอดแทรกอารมณ์ขัน
การคลี่คลายสถานการณ์ขัดแย้งที่ดูตึงเครียดด้วยเรื่องตลกหรือขำขัน อาจเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงสาเหตุที่คุณไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา อีกทั้งยังช่วยให้บรรยากาศที่มึนตึง ดูผ่อนคลายลงแต่ควรหลีกเลี่ยงเรื่องตลกที่อาจทำให้คู่กรณีไม่พอใจหรือเป็นการดูถูก
9. ขอความช่วยเหลือ
เมื่อการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกิดบานปลาย มีความรุนแรง ข่มขู่ ด่าทอ หรือใช้กำลังเข้าร่วม โปรดอย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก
10. ให้เวลาเยียวยา
หากไม่มีฝ่ายใดยอมลดราวาศอกให้กัน ควรเจรจาเพื่อหาข้อยุติที่เป็นกลาง ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ชนะและหยุดปัญหาพิพาทไว้ชั่วคราว เพราะบ่อยครั้งที่กาลเวลาสามารถเยียวยาความขัดแย้งได้อย่างเห็นผล
1. คุยกันต่อหน้า
เมื่อคุณมีปัญหาขัดแย้งกับผู้อื่น ควรพูดคุยกันต่อหน้า ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดกันได้เป็นอย่างดี ไม่ควรใช้วิธีส่งข้อความผ่านทางอีเมล จดหมาย โทรศัพท์ หรือพูดผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากยิ่งขึ้น
2. เจรจาในที่ส่วนตัว
การเจรจาข้อพิพาทในสถานที่เปิด อาจมีตัวแปรอื่นๆยั่วยุให้เกิดข้อขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นทางที่ดีควรหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ที่คู่กรณีสามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่เพราะบ่อยครั้งที่ความคิดเห็นจากบรรดาเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง หรือคนรอบข้าง ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับความขัดแย้ง อาจทำให้บรรยากาศในการแก้ไขปัญหาแย่ลงกว่าเดิม
3. ปลดปล่อยอารมณ์
เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องที่ขัดแย้งอย่างเต็มที่ แต่ต้องเป็นไปด้วยความสงบ และหากฝ่ายหนึ่งไม่อยากพูด ขอให้เขียนจุดสำคัญๆ 2-3 เรื่อง เพื่อให้อีกฝ่ายได้อ่านและเข้าใจความรู้สึกนั้น
4. รู้จักประนีประนอม
จำไว้ว่า หากคุณต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งใดๆก็ตามอย่ายึดติดกับความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ควรมีความยืดหยุ่น รับฟังความคิดของผู้อื่น และยอมรับว่าบางครั้งคุณอาจต้องล้มเลิกแผนการหรือความต้องการเดิมที่วางไว้เพื่อให้ได้ข้อยุติในการขจัดความขัดแย้งโดยสันติ
5. มีเป้าหมายร่วมกัน
การให้คู่พิพาทร่วมกันทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างได้ผล โดยเฉพาะในที่ทำงาน ซึ่งเมื่อต่างคนต่างทำตามวิธีของตัวเอง อาจเกิดข้อขัดแย้งและในที่สุดก็ไปไม่ถึงจุดหมาย
6. เขาคิดถูก ก็ต้องยอมรับ
ระหว่างการเจรจา หากคุณเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งบางเรื่องของคู่กรณีที่มีเหตุผลดี คุณต้องรู้จักยอมรับ ไม่ต้องอายหรือกลัวเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีแต่ประการใด
7. เครียดนัก ก็พักก่อน
หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีมากเกินกว่าจะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลละก็ ขอให้หาเวลานอก แล้วออกจากสถานการณ์ที่ตึงเครียด และเมื่อจิตใจสงบลง ค่อยกลับมาเจรจากันใหม่ในภายหลัง
8. สอดแทรกอารมณ์ขัน
การคลี่คลายสถานการณ์ขัดแย้งที่ดูตึงเครียดด้วยเรื่องตลกหรือขำขัน อาจเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงสาเหตุที่คุณไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา อีกทั้งยังช่วยให้บรรยากาศที่มึนตึง ดูผ่อนคลายลงแต่ควรหลีกเลี่ยงเรื่องตลกที่อาจทำให้คู่กรณีไม่พอใจหรือเป็นการดูถูก
9. ขอความช่วยเหลือ
เมื่อการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกิดบานปลาย มีความรุนแรง ข่มขู่ ด่าทอ หรือใช้กำลังเข้าร่วม โปรดอย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก
10. ให้เวลาเยียวยา
หากไม่มีฝ่ายใดยอมลดราวาศอกให้กัน ควรเจรจาเพื่อหาข้อยุติที่เป็นกลาง ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ชนะและหยุดปัญหาพิพาทไว้ชั่วคราว เพราะบ่อยครั้งที่กาลเวลาสามารถเยียวยาความขัดแย้งได้อย่างเห็นผล
บทสัมภาษณ์คุณครูนันทนา ผู้ดี (หมวดสังคมศึกษาและวัฒนธรรม)
Q1 : คุณครูมีความคิดเห็นอย่างไรกับความขัดแย้งเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งสีในสังคมไทย?
A1 : ไม่เห็นด้วย เพราะทำไมต้องมีการแบ่งพรรคแบ่งสีด้วยถ้าการแบ่งสีก็หมายถึงว่าการแสดงออกถึงความคิดที่แตกแยก ความคิดที่ไม่เหมือนกันไม่ตรงกันแต่การที่แบ่งพรรคแบ่งพวกคนที่แบ่งสีเนี่ยเค้าใช้อะไรแยกเหตุและผล บางคนเชื่อจากการที่ได้ยินมา ฟังมาว่าสีเนี่ยดีอย่างนี้ๆ อีกสีนึงก็บอกว่าพรรคนี้ดีอย่างนี้ๆ แต่คนฟังเค้าไม่มีวิจารณญาณในการฟังหรือการได้ยินมาเค้าก็จะเลือกสีที่เค้าคิดว่ามันถูกต้อง
Q2 : ถ้าคุณครูมีความขัดแย้งกับคนรอบข้างคุณครูจะแก้ปัญหาอย่างไร?
A2 : ก็อยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรถ้าเราไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ถ้าความขัดแย้งมันทำให้คนอื่นเดือดร้อนเราก็ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาแล้วก็ต้องพูดคุยกันดีๆว่าเกิดจากสาเหตุอะไรทำไมต้องทะเลาะกัน บางทีคนเราทะเลาะกันก็ไม่ทราบสาเหตุใช่มั้ย ก็ฟังความข้างเดียวอาจเกิดจากสิ่งรอบข้าง รอบๆตัวเป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็ได้อาจไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล
Q3 : ทำไมความขัดแย้งในสังคมถึงต้องจบลงด้วยความรุนแรง?
A2 : เพราะเค้าไม่มีสติสัมปะชัญญะ ชอบมีความโกรธ ความโลภ ความหลง เค้าไม่สามารถยับยั้งชั่งใจในเรื่องของอารมณ์เค้าได้ เค้าไม่มีการคิดว่าทำไมต้องใช้แต่อารมณ์ เอาความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก บางคนชอบใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ทำให้ต่างคนต่างก็ไม่ยอมกันอารมณ์มันก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ
Q4 : ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลด้านลบต่อประเทศไทยอย่างไร?
A4 : เยอะมาก อย่างเช่นการท่องเที่ยวของประเทศไทย เมื่อประเทศไทยเกิดความขัดแย้ง ทะเลาะกันแล้วก็เกิดความรุนแรง ต่างประเทศมองมาว่า "คนไทยอยู่ประเทศเดียวกันทำไมขาดความสามัคคี คุณเป็นแค่ประเทศเดียวประเทศนึงทำไมไม่สามัคคีกัน" แล้วเข้าจะกล้าเข้ามาในประเทศของเราได้ยังไงเพราะประเทศไทยแหล่งท่องเที่ยวเยอะใช่มั้ยแต่ถ้าชาวต่างชาติมองเข้ามาคือเหมือนกับอันตรายที่เค้าจะเข้ามาแต่ละที บางประเทศเค้าก็ประกาศไม่ให้เข้ามา แต่ประเทศไทยรายได้ส่วนใหญ่ได้มาจากการท่องเที่ยว เวลาที่ชาวต่างชาติเข้ามาเงินในประเทศก็จะเพิ่มมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเกิดความขัดแย้ง เกิดเหตุการณ์รุนแรงเค้าก็ไม่กล้าเข้ามาประเทศเราเงินในประเทศเราก็จะไม่หมุน เศรษฐกิจบ้านเมืองเราก็จะไม่ดี ขายของก็จะไม่ได้ การท่องเที่ยวก็ไม่มีชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยว
Q5 : คุณครูคิดว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมอย่างไร?
A5 : น่าจะแก้ที่คน อาจจะปลูกจิตสำนึกสร้างความสามัคคีความปรองดองกันอาจจะเป็นในเรื่องของทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่นที่มีปั่นจักรยานเพื่อแม่ก็ถือเป็นความสามัคคีเหมือนกันเหมือนกับว่าเราต้องกิจกรรมที่คนไทยสามารุทำร่วมกันได้ แบ่งปันกันได้เพราะว่าพื้นฐานของคนไทยจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ้งกันและกันแต่เมื่อมีการแบ่งแยกก็เลยทำให้ประเทศเราเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย
ความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม
นางสาวฐิติมา ตุรงค์เรือง ม.6/5 เลขที่ 2
ถ้าเราไม่ขัดแย้งกันในเรื่องของการเมืองการปกครองประเทศของเราก็จะไม่แบ่งพักแบ่งฝ่ายอยากให้ดูแลประเทศและช่วยกันพัฒนาไม่ใช่เอาแต่ความคิดของตนเองทำให้เกิดความขัดแย้งเราควรรับฟังความคิดของคนอื่นด้วยและการมีช่องโหว่ทางกฎหมาย ทำให้กฎหมายไม่คอบคุมผู้คนที่กระทำผิด อาจไม่ได้รับโทษเท่าที่ควรจะได้รับ
นางสาวธัญพิชชา ธรรมาธิกุล ม.6/5 เลขที่ 28
ความขัดเเย้งในสังคมไทยเกิดมาตั้งเเต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันไม่มีวันสิ้นสุดเนื่องจากธรรมชาติของคนเรามีความคิดเป็นของตนเองต่างคนต่างถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกันเมื่อทุกคนมารวมอยู่ในสังคมเดียวกันย่อมมีความคิดที่เเตกต่างกันออกไปความขัดเเย้งหลักๆที่เกิดขึ้นก็เกิดมาจากความไม่เข้าใจกัน ไม่เคารพในความคิดของผู้อื่น อาจนำไปสู่ความขัดเเย้งได้ เเต่มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติเพียงเเต่ถ้าเราเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นเเละไม่ทำให้ใครเดือนร้อน ความขัดเเย้งในประเทศไทยก็คงจะลดน้อยลง
นางสาวขนิษฐา อิ่มชมชื่น ม.6/5 เลขที่ 31
ความขัดแย้งเกิดจากความไม่เข้าใจกัน ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนทำให้เกิดความไม่สงบสุขแก่ประเทศไทย เราคนไทยด้วยกันทำไมไม่ปรับความเข้าใจกันเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติของเรา มีอะไรที่เข้าใจไม่ตรงก็หันหน้าเข้ามาคุยกันถึงปัญหาความขัดแย้งในเรื่องนั้นๆจะดีกว่า ประเทศไทยของเราจะได้กลับมาสงบสุข เป็นสยามเมืองยิ้ม
นางสาวชาลิศา มหาชานนท์ ม.6/5 เลขที่ 34
ถ้าประเทศไทยไม่เอาเปรียบกันไม่แบ่งฝ่ายกันและช่วยกันบำรุงประเทศและพัฒนาและยอมรับความคิดเห็นของกีนและกันและไม่ทะเลาะกันสามัคคีต่อกันและกันสังคมไทยก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและไม่มีความขัดแย้งด้านต่างๆเกิดขึ้นและประเทศไทยจะน่าอยู่ยิ่งขึ้น
นางสาวดาราวดี โพธิ์ปาน ม.6/5 เลขที่ 35
ถ้าสังคมของเราไร้ซึ้งความขัดเเย้ง สังคมก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข เเละสังคมก็จะสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองการปกครอง ตลอดจนความเป็นอยู่ของคนในสังคมจะไม่ประสบปัญหาแบบสังคมในปัจจุบันนี้
นางสาวรติมา ตั้งคุรุสรณ์ ม.6/5 เลขที่ 36
ทุกวันนี้ประเทศไทยของเรามีความขัดแย้งกันมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ
การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนาหรือความเป็นอยู่ในสังคม ฯลฯ ต่างก็มีความขัดแย้งมาโดยตลอดเพราะมีความเห็นที่ไม่ตรงกันและอยากให้ผู้อื่นมีความคิดเห็นที่ตรงกันจึงอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงแต่ถ้าคนไทยนั้นทำความเข้าใจกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันและให้มีการคุยกันอย่างสันติวิธีก็อาจทำให้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยของเรานั้นลดลง
นางสาวปรายฟ้า จิตต์พาณิชย์ ม.6/5 เลขที่ 42
ถ้าประเทศไทยมีการขัดแย้งหรือเอาเปรียบกันทางสังคม ก็จะเกิดเรื่องทะเลาะกันแบ่งฝ่ายแล้วใช้ความรุนแรง ถ้าเราค่อยๆคุยกันปรับตัวกันของแต่ละฝ่าย ยอมรับในความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายก็จะไม่เกิดการทะเลาะและใช้ความรุนแรงแล้วจะทำให้สังมไทยน่าอยู่และมีความสุขมากขึ้น
สรุป
ความขัดแย้งในความหมายโดยทั่วไปมักเป็นเรื่องของการมีความเข้าใจหรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกันของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอันเนื่องมาจากความแตกต่างในด้านต่างๆนำไปสู่การแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดและการกระทำต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน อันส่งผลให้เกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นได้ ความขัดแย้งจึงมีทั้งที่เป็นความขัดแย้งภายในตัวบุคคล ความขัดแย้งระหว่างบุคคล ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับกลุ่มบุคคล ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลอาจส่งผลให้เกิดความรุนแรงได้แต่ถ้าเราได้มีการพูดคุยหรือปรับทัศนคติร่วมกันก็จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเราลดลงและสังคมไทยของเราก็จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ความขัดแย้งในความหมายโดยทั่วไปมักเป็นเรื่องของการมีความเข้าใจหรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกันของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอันเนื่องมาจากความแตกต่างในด้านต่างๆนำไปสู่การแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดและการกระทำต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน อันส่งผลให้เกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นได้ ความขัดแย้งจึงมีทั้งที่เป็นความขัดแย้งภายในตัวบุคคล ความขัดแย้งระหว่างบุคคล ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับกลุ่มบุคคล ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลอาจส่งผลให้เกิดความรุนแรงได้แต่ถ้าเราได้มีการพูดคุยหรือปรับทัศนคติร่วมกันก็จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเราลดลงและสังคมไทยของเราก็จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น






